หนังเมพ! Insect in the Backyard

posted on 04 Apr 2011 13:33 by madeeggfdd
ว่าจะเขียนตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ว่าไปดูหนังเรื่องนึงมา
 
คือที่ลอนดอนมีทีมงานติสกลุ่มนึง นำโดยเฮียเจิ้น ไปติดต่อขอสถานที่ของ กพ ในลอนดอนว่าจะขอฉายหนัง จากนั้นจะเป็นการเสวนา วิเคราะห์ ประเด็นที่น่าสนใจต่างๆของหนัง
 
อารมณ์แบบ...จัดเป็นนิทรรศการน่ะแหละนะ
 
เรื่องของเรื่องคือ...ไอ้หนังที่จะฉายเนี่ย...แมร่งโดนแบนในประเทศไทย 
 
แบนคืออะไร...มันคือห้ามฉาย ห้ามแบบ ห้ามจริงๆ เท่าที่รู้มาก็คือ เค้าบอกขัดต่อศีลธรรมอันดี...
 
หนังที่ว่าคือ INSECT IN THE BACKYARD  ที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดทั้งที่ไทยและที่ไม่ใช่ไทย
 
อารมณ์ประมาณว่า ไอเหี้ย...ก็พวกมรึงจัดเรตกันแล้วไม่ใช่หรอวะ คนทำเค้าก็ขอเรต 20+ มรึงยังไม่ให้อีกหรอ
 
คิดดูแล้วกัน...กินเหล้าได้ เลือกตั้งได้ ขับรถได้ มีเมียมีลูก(อย่างถูกกฎหมาย) ได้หมดแล้วเนี่ย... กรุยังเลือกจะดูหนังไม่ได้อีกหรอวะ นี่กุเลือกนายกได้แล้วเนี่ย กุจะยังโดนหนังเรื่องนึงมาทำให้ศีลธรรมอันจังไรของกุเสื่อมลงอีกหรอวะ!! มรึงดูถูกสติปัญญากันมากไปป่าวเนี่ย...แล้วจะจัดเรตทำติ่งอะไรวะ
 
สรุปคือ คุณอา ป. (สงวนนาม) เค้าก็อนุมัติให้ เหตุผลของการยอมให้จัดเนี่ยน่าสนใจมาก อารมณ์ประมาณว่า
สังคมเราตอนนี้เนี่ย มันมีคนหลายกลุ่มที่ไม่ยอมฟังความเห็นของกลุ่มที่อยู่ตรงกันข้ามหรือความเห็นต่างกัน อยากให้การดูหนังแล้วมาคุยกันเนี่ย เป็นจุดเริ่มต้นของการโต้เถียง แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป 
 
พอดูหนังไปซักพัก...คือถึงแม้กรุจะเคยดูหนังที่เป็นเชิงสัญลักษณ์มาบ้าง เรื่องนี้ก็เหมือนๆกับเรื่องที่เคยๆดูมาคือ..
 
แม่ง มึน ว่ะ ... ทำไมกรุไม่เข้าใจเอี๊ยะไรเลยวะ = =
 
คือพอไปดูหนังเนี่ยพอจะเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงไม่ให้ฉายน่ะนะ แม้ว่าโดยหลักการแล้วมันจะไม่ถูกก็ตาม 
 
เรื่องมันก็อารมณ์ประมาณว่า มีครอบครัวนึง พ่อเป็นกะเทย(แบบแต่งเป็นหญิงเลยด้วย)เขียนนิยายให้หนังสือนิยายเสียว แม่ตายไปแล้ว มีลูกชายหนึ่งสาวหนึ่ง แน่นอนว่าครอบครัวนี้มีปัญหา ผ่านไปผ่านมา ลูกชายไปขายตัวให้ผู้ชาย(ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่ผู้ชาย) ลูกสาวมีแฟน แต่แฟนเจรือกเป็นผู้ชายที่ขายตัวให้ผู้ชาย...อนาถเหี้ยๆ แต่แค่นั้นยังไม่พอ สุดท้ายลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไปอยู่กับแฟนคนที่ว่า แล้วก็ไปขายตัวด้วยอีกคน... 
 
การดำเนินเรื่องเนี่ย มันเป็นไปในทางที่ไม่เป็นไปตามการเล่าเรื่องทั่วไป คือมันวนไปวนมา ไม่ค่อยต่อเนื่องกันทำให้หนังแม่งดูยากขึ้นเยอะ
 
ฉากต่างๆที่โผล่ออกมาในเรื่องเนี่ย บอกได้เลยว่าสุดๆ คือมันมีฉากการ "เอา" กันแบบชัดเจน แล้วครบทุกสเปคตรัมมากๆ ไม่ว่าจะเป็น จินตนาการ ชายหญิง ชายชาย หญิงหญิง และหญิงชาย ( หญิงชาย ไม่เท่ากับ ชายหญิงนะครับ ของบางอย่าง ผู้กระทำ ไม่เท่ากับผู้ถูกกระทำ = = )
 
เอาจริงๆว่าแม้ว่ากุจะดูไม่เข้าใจว่ามันต้องการจะสื่ออะไร...แต่แม่งดูแล้วหดหู่ชิบหาย
 
หลังจากดูหนังจบก็มีทีมงานฉายหนังดังกล่าวชื่อ ทีมหนังหน้าไฟ ดูหนังจบแล้วก็พอจะเข้าใจจริงๆว่าทำไมพี่ๆแกถึงเลือกชื่อนี้  ทีมงานหาวิทยากร ซึ่งก็คือนักเรียนที่อยู่ที่นี่ด้วยกันสี่คน มาพูดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ อารมณ์ว่าเป็นแนวทางและแนวคิดเพื่อให้ความกระจ่างแก่คนดูที่กำลังเอ๋อแดก เครื่องหมายคำถามท่วมกระบาลอยู่ เช่นกรุเป็นต้น
 
สี่คนที่ว่าเนี่ยเรียนมาคนละอย่าง แล้วก็มีความคิดและพื้นฐานทางสังคมคนละอย่างกันมี พี่โป่ง เรียน History of Art
พี่ช่อ เรียน Global Politics พี่ Mary เรียน Film Study ถ้าจำไม่ผิดนะ แล้วก็พี่บี จำไม่ได้ว่าเรียนอะไร แต่พี่เค้าเป็นสาวประเภทสองน่ะแหละนะ  
 
การตีความที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ที่กรุได้ฟังมา ก็พอจะสรุปมาได้ประมาณนี้
 
- สังเกตว่าเรื่องนี้แม่งไม่มีแมลงซักกะตัว อันนี้วิทยากรเป็นการตีความในเชิงสัญลักษณ์ว่า สังคมเราเนี่ยก็เหมือนบ้านที่มีสวนหลังบ้าน การมีอยู่ของเพศที่สามเนี่ยมันเปรียบเหมือนแมลงที่อยู่ในสวนหลังบ้านเรา ซึ่งแม้ว่ามันจะมีอยู่จริง และเรารู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราก็พยามจะกำจัดมันไม่ให้เข้ามาในบ้าน และมองเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ 

- พี่บีเสริมด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เค้าและเพื่อนๆเค้าเจอมาคือ เหมือนสังคมจะจัดกลุ่มเพศที่สามให้ไปรวมกันในสังคมอีกกลุ่มนึงซึ่งมีแต่เพศที่สามด้วยกัน อย่างเช่น ช่างแต่งหน้า คนสอนลีดส์ในมหาลัย น้อยคนมากที่จะขึ้นมาสู่งานในระดับที่แตกต่างจากนั้นได้ อย่างเช่นงานธนาคาร ซึ่งเราไม่เคยเห็นเพศที่สามแบบแต่งหญิงออกมา
งานการเมือง ซึ่งก็มีแต่เราก็เห็นเจ๊แกเป็นเรื่องตลก คำถามคือสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร ทำไมสังคมที่อ้างว่าเป็นสังคมเสรีถึงเกิดปรากฎการณ์ที่คล้ายกับการแบ่งชนชั้นขึ้นมา
 
- ประเด็นที่น่าสนใจอีกอันก็คือ ปัญหาในครอบครัวที่เกิดขึ้นมาเนี่ย เกิดจากอะไร ถ้าได้ดูในหนังเนี่ยจะไม่เห็นเลยว่าคนพ่อที่เป็นกระเทยเนี่ย ทำอะไรผิดศีลธรรม อาชีพที่ทำก็เป็นอาชีพสุจริตแล้วก็ไม่ได้เอามาปนกับครอบครัว
อาจจะมีการช่วยตัวเองในห้องน้ำ แล้วลูกชายเปิดมาเจอ... รอลูกสาวกลับบ้านแล้วก็กินเหล้าจนเมาหลับ ลูกชายต้องช่วยลากเข้าบ้าน  ปัญหาอย่างเดียวก็คือ...พ่อเป็นกระเทย...
 
- แล้วสิ่งที่ลูกสองคน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนในสังคมต่อต้านคืออะไร แล้วทำไมถึงต่อต้านพ่อที่เป็นกระเทย
วิทยากรตีความส่วนนี้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการเทิดทูน"พ่อ" เป็นสัญลักษณ์ หรือบุคคลที่สูงส่ง เป็นผู้นำของบ้านและครอบครัว 
 
- อีกฉากของหนังที่สะท้อนหลายๆพ่อในความคิดของสังคมไทยคือ ฉากที่ลูกชายพาเพื่อนมาบ้าน แล้วเพื่อนมากินเหล้ากับพ่อ แล้วก็จูบกับพ่อ...ลูกชายเห็นเพื่อนหายไปนาน ก็ลงมาเห็นแล้วก็บอกว่า "นั่นนายกำลังจูบกับพ่อเราอยู่นะ!!"
แล้วก็พูดกับพ่อว่า "คนเป็นพ่ออะ เค้าทำกับแบบนี้หรอ"
 
ตัดไปทางพี่สาวซึ่งกำลังสวีตวิ๊ดวิ้วกับแฟน ก็ค้นพบความจริงว่า แฟนสุดหล่อขายตัวเป็นอาชีพหลักให้เหล่าชาวสีรุ้ง ก็ร้องไห้เสียใจแต่ก็บอกว่า "เรารักเธอนะ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไงเราก็จะยังอยู่กับเธอ"
...แปลกดีเหมือนกันพอมาคิดอีกที สรุป พ่อทำ...ผิด แฟนทำ...ไม่ผิด เอ๊ะยังไง?
 
- หลังจากวิทยากรคุยไปซักพัก ก็เปิดโอกาสให้คนดูประมาณยี่สิบสามสิบคนที่มาดูแสดงความเห็นกัน ซึ่งก็มีทั้งโต้แย้งแนวคิดเรื่องพ่อ หรือเรื่องการแบนหนัง 
 
ที่น่าสนใจมากคือ การเลือกตัวกรรมการที่จะมาจัดเรตให้หนังพวกนี้ ค่อนข้างคลุมเครือและไม่ชัดเจน ทั้งที่นี่ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อ และสังคมเลยทีเดียว ที่สำคัญ กรรมการเหล่านี้ ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าหนังเรื่องนี้ไม่ควรเอาออกมาฉาย และที่น่าสนใจที่สุดคือหนังเรื่องนี้มีอะไรที่หนังกะเทยที่เคยทำมาไม่มีจนทำให้เกิดการโดนแบน
 
ความเห็นมีมาในลักษณะที่หลากหลาย บ้างก็ว่า คณะกรรมการก็ต้องเซฟตัวเอง การเลือกตัวกรรมการบางทีก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้วยกันเป็นคนเลือกเพราะคนไม่อยู่ในวงการก็ยากที่จะรู้ว่าใครทำอะไรมั่ง บ้างก็ว่าประเด็นของการเซนเซอร์อาจจะไม่เกี่ยวกับการตีความของหนังแต่เกี่ยวกับความรุนแรง และความชัดเจนของฉากต่างๆที่ออกมา 
 
ยังไงก็ตามผมก็ยังคิดอยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเนี่ย...เราก็รู้กันอยู่นะว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วก็เกิดขึ้นอยู่ในสังคม 
ทำไมแม้แต่ตัวผมเองผมก็ยังแอบรู้สึกว่า เห้ยมันแรงว่ะ ไม่แปลกใจที่มันจะโดนแบน วิทยากรคนนึงก็บอกว่า

"หนังเรื่องนี้ เหมือนตัวผู้กำกับจะโยนเอาความจริงก้อนใหญ่ใส่คนดู ซึ่งก็เป็นความจริงเหมือนกันว่า คนเรามักจะพยามมองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองไม่อยากจะเห็น และยิ่งจะรับไม่ได้ถ้าหากมีคนเอาความจริงตรงนั้นมาโยนไว้ตรงหน้า"
 
ประโยคการสนทนาที่ผมคิดว่าเด็ดที่สุด เป็นฉากที่ลูกสาวคุยกับแฟนอยู่บนระเบียง ผมจำคำพูดเป๊ะๆไม่ได้แต่ประมาณว่า
 
"ทำไมเธอไม่กลับไปอยู่กับธัญญ่า(พ่อ) เธอไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้ก็ได้ เรารู้สึกผิด"
...
"เธอไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก นี่เป็นชีวิตเราแล้วเราเลือกที่จะเป็นแบบนี้เอง มันจะผิดจะถูกก็ให้เราเป็นคนบอกตัวเอง ไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสิน"
...
"แล้วนี่เธอกำลังติดสินธัญญ่าอยู่รึเปล่า?"
 
ถ้ามองให้กว้างไปอีกนิดนึง แม่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่เราตัดสินคนแค่ความเป็นกะเทย แต่บางอาจจะรวมไปถึงการสะท้อนความใจแคบของสังคมอนุรักษ์นิยม ที่กำจัดหรือกีดกันคนที่มีความเห็นและความประพฤติตัวแตกต่างจากค่านิยมของคนในสังคมโดยอ้างว่าเพื่อศีลธรรม ความสงบสุข ความมั่นคง ห่านอะไรก็แล้วแต่ 
 
...แต่มรึงกำลังคิดว่าตัวองเหนือ...มองว่าคนอื่นที่ไม่เหมือนมรึงว่าเป็นแมลงในสวนหลังบ้าน...แล้วกำลังตัดสินเค้าอยู่รึเปล่า...
 
ป.ล. ที่บอกว่าเด็ดนี่ไม่ได้หมายความว่าเพราะมีฉากคนซั่มกันเยอะนะ กรุหมายถึงความหมาย และสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะเสนอออกมาผ่านหนังเรื่องนี้ 
ป.ล.ล. ที่รู้สึกว่ามันเจ๋งจริงๆเนี่ยคือ ตอนแรกดูไปแล้วหดหู่ แต่พอได้มาคุยมาคิดเกี่ยวกับหนังมากขึ้น มันไม่ใช่แค่หนังที่เราดู สิ่งที่ได้ดูไปคือค่านิยมในสังคม คือธรรมชาติภายในจิตใจของคนและสิ่งที่เราถูกปลูกฝังไว้โดยไม่รู้ตัว
คิดดูดิ...จะมีหนังซักกี่เรื่องกันวะที่มันทำได้อย่างงี้อะ!!  


edit @ 7 Apr 2011 00:19:27 by นิค

จริงๆอันนี้จะเขียนตั้งแต่วันจัทร์ที่ผ่านมา เพราะแมร่งเป็นหนึ่งในวันที่ผมโคตรจะมีความสุข

รู้สึกได้เลยว่า มหาลัยสวยขึ้นสามล้านเท่า...

รู้สึกได้เลยว่า ตึกกากๆ คณะฟิสิกส์ ที่แมร่งยังอุตส่าห์คุยว่า สวยและเจ๋งกว่าตึกเลข แม่งสวยจริงๆ
 
รู้สึกได้ด้วยว่า ตึกเลข Huxley ที่แม่ง ugly ได้เหมือนชื่อ แม่งช่างดูสวยและยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
 
ยังไม่พอแค่นั้น วันนั้น อากาศยังอบอุ่น ท้องฟ้าสีครามปลอดโปร่ง แสงแดดสีเหลืองทองอร่าม ฉายอยู่ตามตึก ถนนและสนามหญ้าเชียวชอุ่ม
 
โอออ อาาา ซี๊ดดดด เห้ย!!ไม่ใช่และ = = 
 
เรื่องของเรื่องก็คือวันจันทร์ที่ผ่านมาเนี่ยนะ เป็นวันที่ผมจะต้องส่ง Lab report อันสุดท้ายน่ะซี่ ฮี่ฮี่
 
มันหมายความว่ายังไงน่ะหรอ หึหึ ก็หมายความว่า
 
"กรุไม่ต้องทำแล็บอีกแล้วไงล่ะ!!!"
 
คือถ้ามีใครที่คุ้นเคยกับการทำแล็บ และการทำรีพอร์ตเนี่ย มรึงจะรู้ว่าแมร่งเป็นกิจกรรมที่ทรมานสังขารแล้วก็ดูดพลังชีวิตไปแบบชิบหายเลย ( โดยเฉพาะกับผมนะ ) 
 
มันมีความปวดตับปวดไตหลายอย่างเกิดขึ้นกับผมในแล็บนะครับ ถ้าจะเล่าเนี่ย จะได้เป็นฉากๆเลย หนึ่งในความปวดตับและไต อันนั้น อยู่ในเอนทรี่ชื่อ "แค่กุจะส่งงานทำไมมันยากจังวะ" (น่าจะชื่อประมาณนี้นะ) 
 
คือไอ้ ความเข้ากันไม่ได้อย่างที่สุด ระหว่างผมกับสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่าแล็บเนี่ยนะครับ ถ้าจะเท้าความมันเริ่มมาจากสมัยผมอยู่ ม.3 ตอนเพิ่งเข้าค่าย สอวน ฟิสิกส์ ครั้งแรก...
 
ตอนนั้นจับคู่กับรุ่นพี่ทำแล็บ ซึ่งก็สบายดีเพราะส่วนมากก็ดูเค้าทำ แต่ความน่าปวดใจมันเกิดขึ้นมาตรงที่ว่า
- ไอ้ของชิ้นไหนที่ผมเซ็ตไว้เนี่ย ไม่ว่าเพราะความไม่รอบคอบ ความไม่รู้ หรือความซวย สามอย่างผลัดกันไปผลัดกันมา.....คือ...แม่งมักจะเจ๊ง...เจ๊งในที่นี้คือ พังไปเลย ไม่ก็วัดอะไรออกมางั่งๆ แบบที่มันไม่ถูกอะ ไม่รู้ว่าผมปล่อยรังสี หรือสนามพลังอะไรมาทำลายมันรึเปล่า
- ก็ด้วยไอ้ความที่ไม่ทำอะไรมาก (แทบจะไม่ทำห่านไรเลย)เนี่ยแหละ ตอนสอบแล็บออกมาเลยคะแนนเลยงั่งมาก ถึงมากที่สุด ประมาณ 6 ไม่ก็ 4 จาก 20 เนี่ยแหละ...คือเห็นแล้วปวดเก๊าไปหลายวันเลย... 
 
เหตุการณ์ดังกล่าวเนี่ยดำเนินเรื่อยมา ตั้งแต่ม.3 ยัน ม.6 (ยกเว้นคะแนนสอบแล็บ...ซึ่งส่วนมากไม่ได้ห่วยขนาดนั้น แต่ก็มี...)
 
จบ ค่ายฟิสิกส์โอลิมปิกตอน ม.6 เนี่ย (ประมาณสามปีที่แล้ว) ตอนนั้นตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่า "ชาตินี้กรูจะไม่ทำแล็บอีกแล้วววววว"
 
ตอนมาอังกฤษ อยู่ A Level ก็โดนจับทำแล็บประมาณ สองสามครั้ง ซึ่งปวดใจพอสมควร แต่คิดว่าเอาวะ ไม่กี่ครั้ง กัดฟันทำแมร่งไปแล้วกัน
 
ตอนเลือกมหาลัยเนี่ย ตัวเลือกอันดับหนึ่งคือ ภาค Math ที่เคมบริจ อันดับสอบคือ คอร์สชื่อ Physics with Theoretical physics แปลว่าฟิสิกส์ทฤษฎี แปลว่าไม่ต้องทำแล็บ? ที่ อิมพีเรียล คอลเลจ ซึ่งอยู่กลางลอนดอน อันดับสามคือ Natural Science ซึ่งสามารถเลือกที่จะไม่ทำแล็บได้ ที่มหาลัยเดอแร่ม ซึ่งอยู่ชนบททางเหนือ คล้ายๆขึ้นเขาคุนลุ้นไปฝึกวิชาเก้ากระบี่ไร้เทียมทาม
 
ปรากฎว่า ตอนสัมภาร์ษเข้าเคมบริจเสือกนอนกลางวัน แล้วตื่นไปสัมภาร์ษสาย... เป็นหนึ่งในความโง่ที่สุดในชีวิต บอกใครเนี่ย ถ้าเค้าแค่บอกว่า โง่...คือสุภาพแล้ว
แล้วก็ไปสัมภาร์ษที่อิมพีเรียลมา ปรากฎว่า...เห้ย!! ไอ้เหี้ยแม่งต้องทำแล็บว่ะ = = คอร์สทฤษฎีเชี่ยไรวะ... ตอนนั้นก็ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะยอมทำแล็บซักปีกว่าๆ แต่อยู่ท่ามกลางความเจริญในลอนดอนดี

....หรือว่าจะไปขึ้นเขาคุนลุ้นดีวะ เอาให้กลับมาเป็นโยคึไปเลย
 
ถ้าท่านเข้ามาผ่าน Facebook เนี่ยจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วมันลงเลยแบบไหน....ปีกว่าๆ นี่มันยาวกว่าที่กรุคิดเยอะเลยนะเนี่ย = = 
 
เอาจริงๆคือสุดท้ายแล้ว แม้ว่าใครต่อใครจะบอกว่าการเรียนแล็บมีประโยชน์อย่างงู้น มันดีอย่างงี้ มันช่วยนั่นช่วยนี่...คือมันก็คงจะมีอะไรดีๆ จริงๆน่ะแหละ ไม่งั้นหลายคนคงไม่ทุ่มเทด้านนี้ แค่ว่า...มันไม่ใช่สิ่งที่กรุมีความสุขกับมันเลยซักกะติ๊ด แล้วมันจะไม่ใช่สิ่งที่กรุต้องทนอยู่กับมันตลอดชีวิตแน่ๆ แบบว่า ของบางอย่างที่ว่าดีมันก็ไม่เหมาะกับคนบางคนโดยเฉพาะคนขวางโลกอย่างกรุ 
 
ยังไงก็ตาม สิ่งที่ผมได้มาจากการใช้ชีวิตอยู่ในแล็บอาทิตย์ละหกชั่วโมงเนี่ยมันมีอะไรบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรไปมากกว่าเดิมเลย แถมยังดูดเวลาที่จะเอาไปอ่านอะไรที่มันสร้างสรรค์กับตัวผมมากกว่านั้น ไม่นับพลังชีวิตที่เสียไปกับการกระเดือกกระทิงแดงนั่งปั่นรีพอร์ตเกือบทั้งคืน
 
สิ่งดีๆอย่างแรกคือ การเขียนรายงานซึ่งต่อไปอาจจะมาเป็นแบบ เปเปอร์ของงานวิจัยที่เราทำ ซึ่งวิธีการเขียน แล้วก็ทักษะทางภาษาเนี่ย มันสำคัญจริงๆ 
 
อย่างที่สองคือการทำงานกับคนอื่น ซึ่งก็คือเพื่อนใหม่ ซึ่งเฉียดจะได้ซัดกันหลายรอบ ทั้งเรื่องอธิบายไปแล้วแมร่งไม่ฟัง อู้งาน เอารัดเอาเปรียบแบบไม่ตั้งใจ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้การทำงานกับคนอื่นที่คิดอะไรทำอะไรไม่เหมือนกับเรา
 
อย่างที่สามเนี่ยสำคัญที่สุดเลย...คือ...มันทำให้เรารู้ว่า กรูเกลียดแล็บ!!
แม้ว่าปีกว่าๆที่ทน ทอออราาามาาาาาานนนนน 
มันจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเนี่ย...
 
อย่างน้อย ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่า เราตัดสินใจเดินมาในทางที่เราชอบและจะมีความสุขกับมันมากกว่านั่นเอง 
 
ป.ล. จริงๆอาทิตย์นี้มีเรื่องที่อยากจะอัพเยอะเชี่ยๆ ทั้งสามก๊กที่จะรอจนกว่าหนังสือจะตีพิมพ์ เรื่องของหนัง Insect in the Backyard ที่โดนแบนที่เมืองไทย(แต่กรุเพิ่งไปดูมาวันนี้) และเรื่องราวของเพื่อนหมอสาวที่มีประสบการณ์ด้านการผ่าและสอดกล้องใส่จูมิ!!! (แต่คงจะต้องขอเจ้าตัวก่อนเอามาเผยแพร่)
ป.ล.ล. ไว้กรุจะทยอยอัพให้หมดนะฮ้าาาาฟฟฟฟ

edit @ 26 Mar 2011 09:06:21 by นิค

ว่าด้วยเรื่อง 6 ตุลา

posted on 14 Mar 2011 04:09 by madeeggfdd  in SELECTEDSAMAGGISARA
จริงๆวันนี้ไม่ใช่วันที่ 6 ตุลา...
 
แต่เป็นวันที่รู้สึกว่าอยากอัพบล็อก แต่ไม่รู้ว่าอัพแม่งเรื่องอะไรดี....
 
บล็อกวันนี้ซีเรียสพอสมควร ใครอยากมาอ่านเอาฮา ขอแนะนำบล็อกอาทิตย์หน้า ถ้ากุคิดออก...
 
ก่อนจะเริ่มเนี่ย อยากให้คนอ่านลองคิดนิดนึงว่า จำได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นตอน 6 ตุลา 2519 ( เวลาประมาณไม่ถึงสี่สิบปีที่แล้ว สมัยนั้นพ่อแม่เราน่าจะยังเด็กๆ ) แล้วคิดว่าเพราะอะไร ทำไมคุณถึงได้แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
 
เอนทรี่นี้อ้างอิงจากเว็บ 
http://www.samaggi-sara.info/selected-works/hnung-pi-cak-hetukarn-6-t-kh-rea-rumak-nxy-khae-hin
ซึ่งเอามาจาก บทความในวารสารสามัคคีสารฉบับปี 2520 ( ประมาณสามสิบกว่าปีก่อน ) ชื่อ

หนึ่งปีจากเหตุการณ์ ๖ ต.ค. เรารู้มาก...น้อยแค่ไหน? 

ตุลาคม 2519 เป็นวันที่ฉันจะต้องจดจำไปตลอดจนชั่วชีวิต มันเป็นวันแห่งความทารุณโหดร้าย และป่าเถื่อนอย่างที่สุด

ฉันยังจำได้ดี ถึงเสียงปืนที่ดังสนั่นนับร้อยชุดยังจำได้ดีถึงเสียงระเบิดนับสิบๆลูกเสียงร้องครวญครางของเพื่อน ๆ ต่อหน้าฉันในธรรมศาสตร์กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งตามกำแพงของตัวตึกในมหาวิทยาลัยมีแต่รอยมือที่เปื้อนเลือดทางเดินมีแต่รอยเลือดหยดสมุดหนังสือ และแฟ้มเรียน รวมทั้งย่ามสะพายตกอยู่เกลื่อนกลาดกลางสนามฟุตบอล กองเสื้อผ้า กองร้องเท้า และท้ายสุดคือกองศพของเพื่อน ๆ ที่เจ้าหน้าที่ลากมากองรวมกันไว้กลางสนามฟุตบอล ท่ามกลางนักศึกษาและประชาชนที่ถูกบังคับให้ถอดเสื้อ และนอนควํ่าหน้าอยู่กลางสนาม

การชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วกรุงเทพฯเพื่อต่อต้านการกลับมาของจอมพล ถนอม กิตติขจร และเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับกุมตัวฆาตกรที่ฆ่าประชาชนอย่างทารุณ โดยการแขวนคอ 2 ศพ ที่จังหวัดนครปฐม ทุกครั้งที่มีการชุมนุมเพื่อต่อสู้และท้วงติงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม การชุมนุมของเราก็จะถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายทุกครั้งในตอนจบ เพราะก่อนจบการชุมนุมทุกครั้งของพวกเรานั่นหมายถึงว่าได้มีการขว้างระเบิด มีการยิง มีการปล่อยงูพิษ จนมีคนบาดเจ็บล้มตายเกือบทุกครั้งที่ชุมนุมกันในระยะหลัง

ระเบิด 2 ลูกแรกในเวลา 2 นาฬิกาของเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ด้านประตูท่าพระจันทร์ ทำให้เพื่อนๆที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยในขณะที่มีการชุมนุมต้องล้มตายและบาดเจ็บทันที 7 คน ฉันและเพื่อน ๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณหน้าเวทีของสนามฟุตบอลก็ยังนึกว่าเป็นการขว้างระเบิดแบบธรรมดาที่มีการขว้างกันทุกครั้งใส่ในที่ชุมนุม ทุกคนตกใจ แต่ก็ยังร้องเพลงร่วมกันด้วยเสียงที่ก้องกังวานของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากนั้น ทางตัวแทนนักศึกษาก็เรียกประชุมด่วน หลังจากประชุมเสร็จก็มีการตกลงว่าจะต้องมีการเจรจากับรัฐบาล ทางตัวแทนนักศึกษาโดยนายสุธรรม แสงประทุม และผู้แทนนักศึกษาอีก 6 คนก็เดินทางไปพบและเจรจากับรัฐบาล มรวเสนีย์ ปราโมช ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปได้ แต่ก็ปรากฏว่าทางรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย

ประชาชนและนิสิตนักศึกษายังคงชุมนุมกันต่อไปตามมติของที่ชุมนุมที่ว่า เราจะสู้ แม้เราจะต้องเสียชีวิตก็ตาม เพราะเราไม่มีทางเลือก เราไม่มีอะไรจะต้องสูญเสียอีกต่อไปแล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่พวกเราในที่ชุมนุมตระหนักดีในขณะนั้นว่ามันหมายถึงอะไร เมื่อนายธงชัย วนิจจะกุล กล่าวประโยคนี้จบตามมติของที่ชุมนุม ก็มีการตบมือและร้องเพลงกันอย่างมีพลังที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเวลาที่เรารอคอยการกลับมาของตัวแทนของเราที่ไปเจรจากับรัฐบาล

เวลาประมาณ 4 นาฬิกาตอนเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลาคม ขณะที่พวกเรากำลังรวมกันอยู่ในสนาม ก็ได้มีเสียงปืนยิงเข้ามาในสนามฟุตบอลนับสิบ ๆ นัดจากด้านประตูใหญ่ด้านหน้า และด้านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พวกเราไม่มีอาวุธ จะมีอยู่บ้างก็เป็นเพียงแต่ปืนพกหรืออย่างมากก็ปืนพกสั้นขนาด.38พวกเราขณะนั้นมีจำนวนประมาณ 5000 คน ส่วนใหญ่มีแต่สองมือเปล่าเท่านั้น เนื่องจากกระสุนที่ยิงเข้ามามีหลายทาง และพวกเราก็หมอบกันอยู่ในกลางสนาม เราจึงมีการจัดผู้หญิงเข้าไปอยู่ตามอาคารเพื่อความปลอดภัย และเพื่อความสะดวกของฝ่ายรักษาความปลอดภัยที่จะได้รู้ว่า มีใครเข้ามาปะปนกับผู้ชุมนุมทางใดบ้าง แต่ก็ยังเหลือผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกลางสนามหญ้าหน้าเวทีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ในเวลาประมาณ 6.00 ตอนเช้าเป็นเวลาที่ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ได้รับรู้ข่าวจากสถานีวิทยุยานเกราะว่านายสุธรรม แสงประทุมและคณะอีก 6 คนได้ถูกจับแล้ว และเป็นช่วงเวลาที่ถูกล้อมและยิงเข้ามา สภาพภายในธรรมศาสตร์สับสน เรารู้แต่ว่าขณะนี้เราถูกล้อมโดยตำรวจและทหาร จากเสียงปืนแสดงได้ว่าไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาเช่นทุกครั้ง และจากการที่นายสุธรรมและคณะถูกจับ ทำให้พวกเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เราก็ยังคงคาดสถานการณ์ภายนอกไม่ถูกอยู่นั้นเอง ว่าทหารตำรวจมาล้อมธรรมศาสตร์ตามประสงค์กว้างและลึกแค่ไหน และมีจำนวนเท่าใด

จากกระสุนที่ยิงเข้ามาอย่างหนักและถี่มากขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เราหาทางที่จะพาคนบาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลโดยทางประตูท่าพระจันทร์ แต่เราก็ต้องพบกับตำรวจนํ้าที่รออยู่แล้วยิงใส่ทันที ผลให้ผู้บาดเจ็บอยู่แล้วเสียชีวิตลงทันที 3 คน จากนั้นนักศึกษาบางส่วนก็พยายามหนีเพื่อเอาตัวรอด โดยวิ่งหนีออกทางประตูท่าพระจันทร์ บางส่วนก็สามารถผ่านมาได้ และวิ่งหนีเข้าไปในวัดพระธาตุ ก็มีพระชราองค์หนึ่งที่มีกุฏิอยู่ในวัดพระธาตุ ได้ช่วยพาพวกเราหลายคนไปหลบซ่อน แต่เนื่องจากขณะที่พวกเราวิ่งหนีผ่านทางเดินเล็ก ๆ ทางตลาดท่าพระจันทร์เข้าวัดพระธาตุนั้น ได้มีพลเมืองดีไปแจ้งความกับทหารตำรวจที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น เพื่อนของฉันที่หนีได้โดยพระชราองค์นั้นเล่าว่าพวกเขามาอยู่ในวัดได้ไม่ถึง 10 นาที ก็มีทหารตำรวจเข้ามาค้นในวัดพระธาตุเต็มไปหมด และพวกที่หนีมาทั้งหมดที่อยู่ในวัดพระธาตุเกือบ 10 คนถูกจับเอาตัวไป ยกเว้นเพื่อนของฉันกับเพื่อน ๆ ของเขาอีก 3 คนที่พระชราพาไปซ่อนใต้เพดานโบสถ์ และจัดการหาเสื้อผ้าของเด็กวัดมาเปลี่ยนให้ จนทั้ง 4 คนปลอดภัย

ข้างในธรรมศาสตร์ยังถูกยิงอย่างหนักและเริ่มมีระเบิดสังหารขว้างเข้ามา ประตูทางด้านท่าพระจันทร์ไม่สามารถจะผ่านออกไปได้เนื่องจากมีประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่อย่างหนาตา เสียงปืนยังคงดังอยู่ตลอดเวลา นักศึกษาบางส่วนที่มีอาวุธเช่นปืนพกขนาดเล็กก็พยายามหาเป้าที่จะยิงออกไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะผู้ชุมนุมอยู่ในวงล้อมเป็นการยากที่จะมองเห็นผู้ที่ยิงเข้ามาได้ชัดเจน เนื่องจากมีตัวตึกหลายตึกบังอยู่ นักศึกษาและประชาชนทั้งที่บาดเจ็บและไม่บาดเจ็บบางส่วน ก็พยายามที่จะพากันออกไปทางประตูเล็กหลังธรรมศาสตร์ โดยการว่างนํ้าเลียบฝั่งไปบ้าง

เวลาประมาณ 8.30 ในขณะนั้น ฉันยังอยู่ที่ด้านตึกบัญชีกับเพื่อน ๆ จึงทำให้มองเห็นตึกพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งโรงละคอนแห่งชาติได้ชัดเจน ได้มีการยิงปืนเข้ามาอย่างหนัก พร้อมทั้งขว้างระเบิดเข้ามาติดกันหลายลูก ฉันและเพื่อน ๆ อีกหลายคนมองเห็นกระบอกปืนยาวและใหญ่พอสมควร พวกเราไม่มีความรู้เรื่องอาวุธจึงไม่ทราบว่ามันเรียกว่าอะไร เราเห็นแต่กระบอกปืนยาวใหญ่ สีดำ โผล่พ้นออกมาตามหน้าต่าง และมุมตึกชั้นบนสุดของตึกโรงละคอนและตึกพิพิธภัณฑ์อย่างชัดเจนถึง 4 แห่ง ฉันรู้สึกว่าคนที่อยู่บนตึกนั้นคงไม่ใช่น้อยน้อยเลยทีเดียว มองเห็นปากกระบอกปืนที่ส่ายไปมาและสองหูของฉันเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของกระสุนปืนและเสียงระเบิดที่ดังขึ้นติดต่อกันอย่างน่ากลัว ฉันเห็นคนในสนามฟุตบอลล้มลง ในเวลาเดียวกันหลายสิบคน เสียงกรีดร้องของพวกเราที่อยู่บนตึกจากนั้นก็มีเสียงคนวิ่ง และฉันเองก็วิ่งด้วย เข้าไปกลางสนามฟุตบอลด้วยความรู้สึกที่คลั่งแค้น เพื่อน ๆ หลายคนที่วิ่งลงไปก่อนหน้าฉันได้ล้มลงอีกนับสิบคน จากกระสุนปืนที่ร้ายแรงและระเบิดที่ถูกขว้างตามติดกันมานับสิบลูก

ฉันยืนนิ่งตะลึกอยู่ตรงของสนามนั่นเอง ฉันยังจำได้ดีถึงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ผู้หญิงคนหนึ่งถูกระเบิดหรือกระสุนไม่ทราบ ได้รับบาดเจ็บในครั้งแรก เธอพยายามกระเสือกกระสนที่ช่วยเพื่อนข้าง ๆ ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ที่มองเห็นเพื่อนในสนามล้มลง ด้วยความโกรธแค้นที่พลั่งพรูออกมา จนพวกเขาไม่สามารถระงับความรู้สึกได้ ต่างก็วิ่งกรูกันลงไปในสนามพร้อมทั้งฉันเองด้วย ทุกคนร้องไห้ ในหน้ามีแต่นํ้าตา เพื่อที่จะตรงเข้าไปช่วยเหลือเพื่อน ๆ ที่กลางสนามโดยมิได้คิดถึงความปลอดภัยของตนเอง ในขณะนั้นก็เป็นเวลาที่เสียงปืนระเบิดได้กระหนํ่าลงมาอีกซํ้าสอง ทำให้ผู้หญิงคนแรกที่ฉันมองเห็น ซึ่งเธอพยายามจะคลานไปหาเพื่อน ฟุบลงทันทีเพื่อนผู้หญิงบางคนร้องไห้เหมือนคนไร้สติด้วยความตกใจ บางคนตามตัวมีแต่เลือด ชายคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นนักศึกษา ซอยผมสั้น ใส่เสื้อสีดำ และกางเกงยีนสีเก่าๆซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยตรงบริเวณหอใหญ่ ถูกกระสุนที่ท้องเป็นรูใหญ่มากเลือดเปรอะอยู่ตามตัวและบริเวณท้อง ฉันมองเห็นนักศึกษามหิดลคนหนึ่งที่ฉันรู้จักที่แขนมีผ้าปลอกแขนที่แสดงว่าเป็นหน่วยพยาบาลเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีการชุมนุม เขาจะใส่ปลอกแขนอันนี้และมาร่วมชุมนุม ฉันเห็นเขาวิ่งมาพาคนที่ถูกกระสุนปืนนี้ ส่งผ้าสีขาวให้ผืนหนึ่ง ซึ่งเมื่อฉันไปดูศพในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 7 ตุลาคมที่ รพตำรวจ ก็พบศพของชายคนนี้มือยังกำผ้าสีขาวเอาไว้แน่น และจุกผ้าเอาไว้ตรงท้องตรงบริเวณที่ถูกกระสุนเป็นรูใหญ่ จนผ้าสีขาวผืนนั้นชุ่มไปด้วยเลือดพร้อมกับร้องไห้ เมื่อฉันรำลึกถึงชายคนนั้นและคำพูดของเขาในขณะที่เขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่กลับไม่สนใจตัวเองหันกลับมาไล่ฉันและเพื่อน ๆ ให้รีบหลบไป เขาพูดว่า หลบไปซิผู้หญิงนี้แหละหลบเข้าไปในตึกก็ได้เร็วซิไม่ได้ยินเหรอ

จากนั้น ฉันและเพื่อน ๆ ก็ถูกลากถูลู่ถูกังออกมา สภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นมีแต่คนวิ่งสับสนไปหมด ฉันเองถูกชายคนหนึ่งลากออกมาพร้อมกับเพื่อน ๆ อีก 6 คน มาทางประตูตรงร้านขายของ ด้านหลังธรรมศาสตร์ แล้วก็โดดนํ้าว่ายบ้างลากกันไปบ้าง เลียบฝั่งออกมาทางสะพานพระปิ่นเกล้า ในขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 9.30 เมื่อเราว่ายนํ้าไปสักระยะหนึ่งจนถึงมุมรั้วบ้านใครก็ไม่ทราบตรงใกล้จะถึงสะพานพระปิ่นเกล้าก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ช่วยดึงพวกเราขึ้น พวกเราหลายคนตกใจเข้าใจว่า เจอตำรวจอีกแล้ว” หลายคนทำท่าจะดำนํ้าหนี แต่พอได้ยินเสียงตำรวจบอกว่า ขึ้นมาเร็ว ๆ ซิคุณและเสียงชาวบ้านที่ว่า หนูขึ้นมาเร็วเข้ามานี่มาจะพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” พวกเราค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย นํ้าตาหายปนกับสายนํ้าไปหมดแล้ว เหลือแต่อาการเซ่อ ๆ และตาแดง ๆ เท่านั้น ใครจะถอดเสื้อผ้าให้ ใครจะส่งเสื้อผ้าให้ ก็ใส่ลงไปทั้งนั้น ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พอเปลี่ยนเสื้อเสร็จ บางคนหน้าตาก็ไม่ยอมเช็ด ผมก็ไม่ยอมหวีและเช็ด คำขอบคุณก็ลืมขอบคุณแก่ชาวบ้าน ต่างก็พากันวิ่งออกไปทางด้านสะพานพระปิ่นเกล้า ซึ่งมีประชาชนอยู่หนาแน่นมาก ฉันและเพื่อน ๆ วิ่งไปจนถึงด้านหน้าประตูมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อยู่เต็มไปหมด พร้อมทั้งประชาชนแน่นมาก สนามหลวงล้นหลามไปด้วยฝูงชนเสียงปืนเสียงระเบิดยังคงดังอยู่ เรามองเห็นควันไฟด้านกลางสนามหลวง พอวิ่งไปดูถึงพบว่าคือศพของนักศึกษา 5คนที่ถูกเผา แต่เพิ่งจะไหม้ไปได้นิดเดียวเท่านั้น คือตรงกลางบริเวณลำตัว ศีรษะ แขนและขายังไม่ไหม้เลย ส่วนสภาพศพนั้นถูกจับกองรวมกันแล้วเผา เมื่อสอบถามคนตรงนั้นก็ได้ความว่า ทั้ง 5 คนนี้ เดินชูมือออกจากมหาวิทยาลัยฯทางด้านประตูใหญ่ พอก้าวพ้นประตูออกมาก็ถูกยิงสวนออกไปทันทีจากฝูงชนที่ออกันอยู่หน้าประตู ถูกคนหนึ่งล้มลงได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เหลืออีก 4 คนถูกรุมซ้อมอย่างทารุณ คนแรกที่ถูกยิงก่อน ถูกซ้อมจนสลบและนำไปตอกลิ่มด้วยตะปูตัวใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นการเตรียมกันมาแล้ว)ตามที่ได้มีรูปลงหนังสือพิมพ์กันโดยทั่วไป สำหรับอีก 4 คนถูกรุมเตะต่อย เอาเก้าอี้ฟาดทั้งตัว 2 คนถูกนำไปแขวนคอตรงต้นมะขาม พร้อมทั้งเอามีดกรีดตามตัว หนึ่งในสองคนนี้เป็นเด็กของกลุ่มบูรณะชนบท แต่ทั้งสองคนที่ถูกแขวนคอนี้ ทางเจ้าหน้าที่และทางรัฐบาลได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าเป็นญวน ที่จะเข้ามาก่อวินาศกรรม เนื่องจากว่าถามแล้วว่าชื่ออะไรมาจากไหน แต่ทั้งสองคนไม่ยอมตอบเพราะพูดไทยไม่ได้ ประชาชนจึงรุมประชาทัณฑ์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะห้ามปรามประชาชนได้

หลังจากนั้น ก็ได้มีทหารพลร่ม ทหารป่าหวาย และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งฉันไม่ทราบว่ามาจากที่ใดบ้าง เพียงแต่เห็นว่ามากันเต็มไปหมด เป็นสิบคันรถ ประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นลูกเสือชาวบ้าน เพราะทุกคนมีผ้าพันคอที่ยืนอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่รุมประชาทัณฑ์ ศพและเผากลางสนามหลวงต่างก็โห่ร้อง โบกมือให้เจ้าหน้าที่ทหารและต่างก็ตบมือเชียร์กันใหญ่เป็นที่ครึกครื้น

เมื่อลงจากรถและรวมกันเป็นกลุ่มแล้ว ทหารหน่วยนี้ต่างก็แยกย้ายกัน บ้างก็เข้าไปในธรรมศาสตร์จนเต็มไปหมด บ้างก็เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ทหารเดินหายไปในพิพิธภัณฑ์กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ท่ามกลางเสียงระเบิดและกระสุนที่สาดเข้าไปในธรรมศาสตร์อย่างนับไม่ถ้วน เพื่อนของฉันซึ่งสามารถปนไปกับกลุ่มนักข่าวและกลุ่มตำรวจ ได้ตามขึ้นไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ขึ้นไปอยู่บนตัวตึกตรงบริเวณที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้ตั้งปืน และใช้เป็นกองบัญชาการด้วย เขาเล่าให้ฟังว่า ได้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เดินชูมือกันออกมาจากตึก เดินเข้ามากลางสนาม เพื่อจะมาที่หน้าหอใหญ่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ นักศึกษาประมาณ 60 คน ทุกคนชูมือออกมา แต่ในขณะที่กำลังเดินออกมานั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาหนึ่งนัด เป็นเสียงปืนในธรรมศาสตร์ แต่ไม่ใช้จากคนกลุ่มนี้ เพราะเนื่องจากทุกคนเดินอยู่กลางสนามและชูมือด้วย เมื่อสิ้นเสียงปืนเพียงนัดเดียว เพื่อนของฉันเล่าถึงความบ้าระหํ่าของเจ้าหน้าที่ว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่ายปากกระบอกและสาดกระสุนพร้อมทั้งระเบิดเข้าไปอย่างนับไม่ถ้วน จนทั้งกลุ่มล้มลงหมดในพริบตาเดียว” เพื่อนของฉันยังบอกว่า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าเจ้าหน้าที่จะทำถึงขั้นนี้ แต่เขาก็ยืนยันได้ว่าสิ่งที่เขาได้เล่ามาแล้วนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ” หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กรูกันเข้าไปในธรรมศาสตร์ ตรงเข้าไปจับคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นก็เริ่มเคลียร์ตามตึกด้วยปากกระบอกปืน เสียงปืนยังคงดังอยู่เป็นระยะ ๆ เมื่อจับได้เชลยแล้ว ก็เอามารวมกันไว้กลางสนาม เพื่อรอรถที่จะมาขนเอาไป ในช่วงนี้เองที่ได้มีประชาชนนับร้อยได้กรูกันเข้าไปในธรรมศาสตร์ทางด้านประตูใหญ่ ซึ่งรวมทั้งตัวฉันเองด้วย เนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่มัวแต่สนุกอยู่กับการจับนักศึกษามาถอดเสื้อถอดผ้ากลางสนาม เจ้าหน้าที่ข้างนอกก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงชัยชนะที่เขาแน่ใจในวินาทีนั้นว่า เขาสามารถปราบนักศึกษาและประชาชนลงได้ จนไม่มีใครสนใจที่จะห้ามประชาชนที่เข้าไป

ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกเราที่เข้าไปในตอนนั้นก็คือ ภาพที่นักศึกษานับพันคนนอนควํ่าหน้าอยู่กลางสนาม ทุกคนถูกจับถอดเสื้อ ถอดรองเท้า แม้แต่ผู้หญิงก็ไม่ละเว้น เสื้อผ้าและรองเท้ากองกันอยู่ทางหนึ่งเป็นกองโต แล้วพวกเขาก็เริ่มจุดไฟเผาหลักฐานเหล่านี้ แต่พอดีฝนตกซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 11.30 ของเหล่านี้จึงไหม้ไปนิดหน่อยเท่านั้นตำรวจและทหารเดินถือปืนเข้าไปท่ามกลางประชาชนที่นอนอยู่กลางสนาม บางทีก็เหยียบหลังคนที่นอนอยู่ บางทีก็ข้ามไป อีกมุมหนึ่งของสนามก็เป็นกองศพที่ถูกลากมารวมกันเป็นกองโตมากกว่า 30 ศพ หลังจากนั้น ก็มีรถเข้ามาเตรียมขนนักศึกษา ประชาชนที่ถูกจับออกไป และมีรถโฟลค์ตู้ซึ่งเป็นรถพยาบาล เพราะมีตรากาชาดสีแดงติดอยู่ด้านข้าง รถคันนี้เป็นรถที่บรรทุกศพทั้งหมดที่เห็นเป็นกอง ๆ ออกไป โดยการเรียงศพแบบสลับหัวสลับหาง พอหลังจากนั้น ตำรวจคงจะเพิ่งคิดขึ้นได้ว่า ประชาชนได้เห็นอะไรกลับไปบ้าง จึงเปลี่ยนแนวของกระบอกปืนมาไล่พวกเราที่เข้าไปยืนดูอยู่ในธรรมศาสตร์ เพื่อที่จะให้ออกมาด้านหน้าประตูใหญ่อย่างเดิม

ศพของชายคนนั้นที่กล่าวแล้วข้างต้น ที่ถูกกระสุนปืนที่ท้อง และกำผ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีขาวปิดอยู่ตรงบาดแผลอีกศพหนึ่งเป็นศพของนักศึกษามหิดล เพราะมีชื่อนามสกุล และสถาบันติดอยู่เนื่องจากมีญาติมาดูแล้วสภาพศพนั้น มันสมองบริเวณศีรษะด้านหลังกระเด็นหายไป เหลือแต่ศีรษะตั้งแต่คิ้วลงมาเท่านั้น

ฉันมองดูสภาพศพเหล่านี้ พร้อมกับคิดว่า นี่หรืออาวุธที่ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่า ใช้ป้องกันตัว เนื่องจากนักศึกษาในธรรมศาสตร์มีอาวุธร้ายแรงกว่าเจ้าหน้าที่

ฉันหวนนึกถึงบทเพลงบทหนึ่ง ที่มีเนื้อร้องว่า

...ถ้าหากฉันเกิดเป็นนก จะขอเกิดเป็นนกพิราบสีขาว เพื่อเป็นสื่อนำแห่งสันติภาพ

ถ้าฉันเกิดเป็นดอกไม้ จะขอเกิดเป็นดอกทานตะวัน ประดุจความสว่างและมีนํ้าหวานให้ฝูงผึ้ง

ถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆบนนภา จะขอนำความร่มเย็น เพื่อท้องนาจนตลอดไป

แต่ถ้าหากฉันเกิดเป็นคนแล้วก็ขอตายเพื่อนบ้านเกิดเมืองนอนและยินดีที่จะนอนราบลงกับพื้น เพื่อเป็นเส้นทางให้พี่น้องของฉันเดินข้ามไป...

...
.....
จำได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นตอน 6 ตุลา 2519 ( เวลาประมาณไม่ถึงสี่สิบปีที่แล้ว สมัยนั้นพ่อแม่เราน่าจะยังเด็กๆ ) แล้วคิดว่าเพราะอะไร ทำไมคุณถึงได้แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
.....
...

edit @ 14 Mar 2011 04:43:24 by นิค